Skip to content
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
บริการของเรา
แก้ไขความพิการ
ฟื้นฟูความพิการ
การทำกายภาพนอกสถานที่
รักษาความจำ
บริการเสริมด้านอื่นๆ
เช็คอาการ
ห้องพัก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
คลังความรู้
คลังความรู้
ข่าวสารและกิจกรรม
ความประทับใจ
คำถามที่พบบ่อย
ติดต่อเรา
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
บริการของเรา
แก้ไขความพิการ
ฟื้นฟูความพิการ
การทำกายภาพนอกสถานที่
รักษาความจำ
บริการเสริมด้านอื่นๆ
เช็คอาการ
ห้องพัก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
คลังความรู้
คลังความรู้
ข่าวสารและกิจกรรม
ความประทับใจ
คำถามที่พบบ่อย
ติดต่อเรา
สโตรก (Stroke) คืออะไร? รู้ทันอาการเตือน ลดเสี่ยงอัมพาตก่อนสายเกินไป
/คลังความรู้/
สโตรก (Stroke) คืออะไร? รู้ทันอาการเตือน ลดเสี่ยงอัมพาตก่อนสายเกินไป
หนึ่งในภาวะฉุกเฉินทางสมองที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยอาการอาจเริ่มต้นเพียงไม่กี่นาที เช่น พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง หรือหน้าชาครึ่งซีก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหว การใช้ชีวิต และเพิ่มความเสี่ยงต่อความพิการถาวรได้
สโตรก (
Stroke)
คืออะไร
?
สโตรก (
Stroke)
หรือ
โรคหลอดเลือดสมอง
เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เกิดจากการที่เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้สมองขาดออกซิเจนและเริ่มเกิดความเสียหายภายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะอัมพาต การสูญเสียการเคลื่อนไหว หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
โดย
Stroke
แบ่งออกเป็น
2
ประเภทหลัก ได้แก่
หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (
Ischemic Stroke)
หลอดเลือดสมองแตก (
Hemorrhagic Stroke)
ทั้งสองประเภทล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาท เนื่องจากสมองเป็นศูนย์กลางในการควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด
ลักษณะอาการของสโตรก หรืออาการโรคหลอดเลือดสมอง
การสังเกตลักษณะอาการมีความสำคัญ
ควรสังเกตและตรวจเช็คอาการ หากตัวผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดมีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมองได้
พูดไม่ชัด พูดไม่ได้หรือไม่สามารถเข้าใจคำพูดของคนอื่น
รู้สึกสับสน มึนงง พูดไม่ชัด หรือมีปัญหาในการทำความเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด
อาการอ่อนแรง (อัมพฤกษ์/อัมพาต) หรือชาบริเวณหน้า แขน ขา
เกิดอาการอ่อนแรงหรือชาอย่างเฉียบพลัน บริเวณ หน้า แขนหรือขา โดยส่วนใหญ่แล้วอาการจะเกิดกับร่างกายแค่ด้านเดียว ร่วมกับอาการปากเบี้ยว พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้
ปัญหาด้านการมองเห็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
ผู้ป่วยจะเกิดอาการตามัวแบบเฉียบพลัน หรือเห็นภาพซ้อน
เวียนศีรษะ/ปวดศีรษะ
อาการรุนแรงแบบเฉียบพลัน มักจะพบร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ปัญหาด้านการเดินเซ การทรงตัวผิดปกติ หรือซึมลง (
Altered Consciousness)
มึนศีรษะ อาการคลื่นไส้อาเจียน
⚠️
อาการสโตรกที่ต้องรู้ (
FAST)
การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยสามารถจำได้ง่ายด้วยหลัก
FAST
F (Face)
→
หน้าเบี้ยว ปากตก
A (Arm)
→
แขนหรือขาอ่อนแรงครึ่งซีก
S (Speech)
→
พูดไม่ชัด พูดลำบาก
T (Time)
→
รีบไปโรงพยาบาลทันที
นอกจากนี้ อาจมีอาการร่วม เช่น เวียนศีรษะ เดินเซ มองเห็นภาพซ้อน หรือปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน
ทำไมต้องรีบ
?
Stroke
เป็นโรคที่ทุกวินาทีมีความหมาย
มีข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า
ในทุก
1
นาทีที่ไม่ได้รับการรักษา
สมองอาจสูญเสียเซลล์ประสาทมากกว่า
1.9
ล้านเซลล์
การเข้ารับการรักษาภายใน
4.5
ชั่วโมงแรก
จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สามารถช่วยลดความเสียหายของสมอง และเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ
🧬
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของสโตรก
สโตรกไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลสะสมของปัจจัยเสี่ยงในระยะยาว เช่น
ความดันโลหิตสูง
เบาหวาน
ไขมันในเลือดสูง
โรคหัวใจ
การสูบบุหรี่
การดื่มแอลกอฮอล์
การขาดการออกกำลังกาย
ความเครียดเรื้อรัง
📌
สิ่งสำคัญคือ ผู้ที่ไม่มีอาการก็อาจมีความเสี่ยงได้
สโตรก (
Stroke)
ไม่ได้เป็นเพียงโรคที่เกิดขึ้นเฉียบพลันเท่านั้น แต่ยังเป็นภาวะที่สะท้อนถึงความผิดปกติของระบบหลอดเลือดและสุขภาพโดยรวมที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย และความเครียดเรื้อรัง เมื่อหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองเกิดการตีบ อุดตัน หรือแตก จะทำให้สมองขาดออกซิเจนและสารอาหารอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เซลล์สมองเริ่มเสียหายภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งความเสียหายดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงแค่โครงสร้างของสมองเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การพูด การทรงตัว และการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ หลายกรณีผู้ป่วยอาจต้องเผชิญกับภาวะอัมพาต หรือสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง ดังนั้น การตระหนักรู้ถึงอาการเตือนของสโตรก การเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีภายในช่วงเวลาสำคัญ และการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทาง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงของโรค เพิ่มโอกาสในการฟื้นตัว และทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุดในระยะยาว