คำถามที่พบบ่อย

A. แนวทางการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายสำหรับผู้พิการมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด หนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการรักษาคือช่วง 6 เดือนแรกหลังเกิดความพิการ เนื่องจากเป็นระยะที่สมองและระบบประสาทยังมีความสามารถในการปรับตัวสูง สามารถสร้างการเชื่อมต่อของวงจรประสาทใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากได้รับการรักษาและการฝึกฟื้นฟูอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆโอกาสในการฟื้นตัวก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

กระบวนการฟื้นฟูเริ่มต้นจาก การประเมินสภาพร่างกายอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย จากนั้นจึงเข้าสู่การรักษาและการฝึกฟื้นฟูในหลายรูปแบบ โดยหนึ่งในวิธีพื้นฐานที่สำคัญคือ กายภาพบำบัด ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และระบบประสาท ให้กลับมาทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการนำ นวัตกรรมทางการแพทย์และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ร่วมกับการฟื้นฟู เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุปกรณ์ช่วยฝึกการเคลื่อนไหว หรืออุปกรณ์เสริมพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยฝึกการเดิน การทรงตัว และการใช้กล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อปรับการทำงานของเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการเคลื่อนไหว

แม้ในกรณีที่ความพิการเกิดขึ้นมานานแล้ว การประเมินและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมก็ยังสามารถช่วย ลดข้อจำกัดทางร่างกายและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ การรักษาในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นการใช้ เทคนิคทางการแพทย์ขั้นสูงร่วมกับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น

โดยสรุปแล้ว ความพิการจำนวนไม่น้อยสามารถ บรรเทาหรือฟื้นฟูให้ดีขึ้นได้ หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัย คำแนะนำ และการรักษาที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมทั้งเริ่มการฟื้นฟูในช่วงเวลาที่เหมาะสมและฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเคลื่อนไหวหรือดำเนินชีวิตได้ดีขึ้นกว่าเดิม

A. ถ้าพิการมานานแล้ว สามารถ รักษาให้หายได้ เช่น เราต้องสำรวจก่อนว่าการพิการที่หลงเหลืออยู่ มีอะไรบ้าง มีขั้นตอนที่ต้องแก้ไขให้การพิการดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง เช่น การฝึกกายภาพ ให้ดีขึ้นโดย เทคนิคขั้นสูง หรือ การผ่าตัด การรักษา หรือการใช้กายอุปกรณ์ที่เป็นลักษณะพิเศษ เช่น การใช้ AI ช่วย การใช้เอ็กโซซิมมูลชั่นหรือเครื่องมือพิเศษช่วยต่างๆ ทำให้การพิการนั้นลดลง
 

A. รักษาได้ เพราะในความเป็นจริง เรามีบริการรักษาที่บ้านในรูปแบบ โปรแกรมโฮม (Home Program) โดยมีรถโมบายสำหรับการรักษา พร้อมเครื่องมือกายภาพบำบัดพิเศษที่สามารถนำไปกับรถ เพื่อให้บริการรักษาผู้ป่วยถึงที่บ้านได้ การเลือกวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับความพิการของผู้ป่วยว่ามีมากหรือน้อยและต้องใช้เครื่องมือประกอบมากเพียงใด โดยเราสามารถนำรูปแบบการรักษาที่ใช้ในโรงพยาบาลไปให้การรักษาที่บ้านได้ในหลายกรณี อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางราย เครื่องมือที่จำเป็นต่อการรักษาอาจไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จึงอาจจำเป็นต้องเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลแทน เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพที่สุด

A. จริงแล้วคนไทยจำนวนมากยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ โดยมักจะคิดว่าอาการความจำเสื่อมทั้งหมดคือโรคอัลไซเมอร์ แต่ในความเป็นจริง อัลไซเมอร์เป็นเพียงโรคหนึ่งในกลุ่มโรคความจำเสื่อมเท่านั้น ไม่ใช่ทุกกรณีของความจำเสื่อมจะเป็นอัลไซเมอร์ ลักษณะการเรียกแบบเหมารวมนี้คล้ายกับกรณีที่คนไทยมักเรียกผงซักฟอกทุกยี่ห้อว่า “แฟ๊บ” ทั้งที่จริงแล้วแฟ๊บเป็นเพียงชื่อยี่ห้อหนึ่งเท่านั้น ในความเป็นจริง ผู้ป่วยที่มีภาวะความจำเสื่อมทั้งหมด มีเพียงประมาณร้อยละหนึ่งเท่านั้นที่เป็นอัลไซเมอร์ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการความจำเสื่อมบางราย สามารถรักษาให้ดีขึ้นหรือหายได้ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค ตัวอย่างเช่นความจำเสื่อมที่เกิดจากภาวะน้ำคั่งในสมอง หากสามารถระบายน้ำในสมองออกได้ อาการความจำเสื่อมก็อาจดีขึ้นหรือหายได้กรณีนี้พบในคนไทยไม่น้อยแต่ยังมีการวินิจฉัยที่ถูกต้องไม่มากนัก นอกจากนี้ การลดแรงดันภายในสมองยังมีส่วนช่วยให้การกำจัดสารพิษที่สะสมอยู่ในสมองทำได้ง่ายขึ้นสมองสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ดีขึ้น การรักษาอาจประกอบด้วยหลายวิธีร่วมกัน เช่น การใช้ยาบางชนิดเพื่อกระตุ้นการทำงานของสมอง การตรวจบางอย่างเพื่อประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมของโรคความจำเสื่อมในครอบครัว การฝึกออกกำลังกายอย่างถูกวิธี การฝึกความจำ และการกระตุ้นการทำงานของสมอง การใช้เครื่องมือกระตุ้นสมอง การลดแรงดันในสมอง เทคนิคและแนวทางเหล่านี้จะสามารถช่วยชะลอหรือทำให้อาการความจำเสื่อมดีขึ้นได้ในผู้ป่วยบางราย อย่างไรก็ตาม การรักษาจะได้ผลหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นสำคัญ

A. เราให้การรักษาผู้ป่วยแบบ ครบวงจร แตกต่างจากสถานบริการบางแห่งที่อาจให้การบำบัดเพียงสัปดาห์ละ 1–2 ชั่วโมงเท่านั้น ในความเป็นจริง หากผู้ป่วยอยู่ในช่วง Golden Period (6 เดือนแรก) ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูร่างกาย หากในช่วง 6 เดือนแรกนี้ ผู้ป่วยได้รับการฝึกและการบำบัดอย่าง เข้มข้น ต่อเนื่อง และครบถ้วน จะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของร่างกายได้ดีที่สุด ทำให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ และมีความพิการหลงเหลือน้อยที่สุด ดังนั้นอย่าปล่อยให้ช่วงเวลาทองนี้สูญเปล่า ที่ S-Nerve เราดูแลและควบคุมการรักษาโดยทีมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทำงานร่วมกันในรูปแบบที่เรียกว่า Multimodality Approach ซึ่งเป็นการมองผู้ป่วยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย การเคลื่อนไหว และการใช้ชีวิตประจำวัน ทีมผู้เชี่ยวชาญจะร่วมกันวางแผนและติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ป่วยได้ใช้ช่วงเวลาทองของการฟื้นฟูอย่างคุ้มค่าที่สุด และเพิ่มโอกาสในการกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง

A. การใช้สิทธิ์ประกันชีวิตนั้นบางกรมธรรม์สามารถใช้ได้ และบางกรมธรรม์อาจไม่สามารถใช้ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ เงื่อนไขและสิทธิ์ที่คุณได้ซื้อไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตดังนั้น หากต้องการทราบว่า

สามารถใช้ประกันได้หรือไม่ สามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลช่วยตรวจสอบสิทธิ์ของกรมธรรม์ให้ก่อนได้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะไม่สามารถใช้ประกันได้ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือหากปล่อยให้เวลาผ่านไปนาน อาการอาจลุกลามจนเกิด ความพิการ ได้ซึ่งในความเป็นจริงแล้วค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้พิการในระยะยาว มักสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาในระยะเริ่มต้น ดังนั้นหากเราสามารถรักษาได้เร็วจะสามารถลดความรุนแรงของความพิการให้เหลือน้อยที่สุดได้ โดยภาพรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็จะน้อยลงตามไปด้วย

A. โรงพยาบาล S-Nerve ไม่สามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้ เนื่องจากไม่ใช่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ของผู้ประกันตน

A. การรักษานั้นขึ้นอยู่กับความพิการตั้งแต่เริ่มต้นของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ความพิการของผู้ป่วยในบางรายสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ในบางรายอาจไม่สามารถหายขาดทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าผู้ป่วยแต่ละรายจะสามารถรักษาให้หายได้กี่เปอร์เซ็นต์ ที่โรงพยาบาลเราจะทำการประเมินความพิการเบื้องต้นของผู้ป่วยก่อน จากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ว่า ความพิการลักษณะนั้นสามารถรักษาหรือฟื้นฟูได้ด้วยวิธีใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาให้หาย หรือการทำให้อาการดีขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กระบวนการรักษาจะใช้แนวทางแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Approach) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญหลายด้านซึ่งแตกต่างจากการรักษาแบบทั่วไปในบางสถานพยาบาล ด้วยแนวทางดังกล่าวผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการที่ดีขึ้นจากการรักษา

A. ปกติแล้ว การวินิจฉัยว่าใครเป็นภาวะความจำเสื่อมหรือโรคในกลุ่มสมองเสื่อม เช่น Dementia หรือ Alzheimer’s disease มักจะทำเมื่อปัญหาความจำเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว เช่น ลืมเรื่องสำคัญ ทำงานที่เคยทำไม่ได้ หรือดูแลตัวเองได้ยาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาขึ้นมาก ทำให้เราสามารถคาดการณ์ความเสี่ยงของภาวะความจำเสื่อมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้ในช่วงที่อาการยังไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันก็ตาม การตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวสามารถเตรียมตัว วางแผนการดูแลสุขภาพ และปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคตได้

การประเมินเบื้องต้นอาจทำได้หลายวิธี เช่น การตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคสมองเสื่อม การทำแบบทดสอบความจำหรือ Memory test เพื่อประเมินการทำงานของสมองในด้านต่าง ๆ ข้อมูลจากการตรวจเหล่านี้สามารถช่วยแพทย์ประเมินแนวโน้มความเสี่ยงในอนาคต และให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพสมองได้อย่างเหมาะสม

A. หากต้องการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เบื้องต้นทางโรงพยาบาลจะพยายามขอข้อมูลการรักษาจากโรงพยาบาลอื่นมาประกอบการพิจารณาเท่าที่สามารถทำได้ หากไม่สามารถนำข้อมูลเดิมมาใช้ได้ ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะแพทย์จะทำการวินิจฉัยใหม่ และรวบรวมข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยอีกครั้ง หลังจากนั้น แพทย์จะประเมินเบื้องต้นว่า

ผู้ป่วยมีภาวะความผิดปกติหรือความพิการด้านใดบ้าง และจะพิจารณาความจำเป็นในการรักษา เช่นจำเป็นต้องรักษาแบบผู้ป่วยใน  หรือ รักษาแบบผู้ป่วยนอก หรือ สามารถดูแลรักษาที่บ้านได้ทั้งหมดนี้จะขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงของอาการป่วยของผู้ป่วยเป็นหลัก หากแพทย์ประเมินแล้วว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาภายในโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลสามารถดำเนินการรับผู้ป่วยเข้ารักษาได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีระบบ Admission ที่รองรับอย่างเป็นระบบดังนั้น เรื่องขั้นตอนต่าง ๆ สามารถให้เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลดูแลได้ คุณไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก

A. ปกติแล้วไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่ของเราจะชี้แจงรายละเอียดทุกอย่างให้ครบถ้วน เพื่อให้คุณเข้ามานอนโรงพยาบาลได้อย่างสะดวกสบาย ทางโรงพยาบาลมีแผนก Admission และ UR พร้อมพยาบาลประสานงานที่มีความเชี่ยวชาญ คอยอธิบายและแนะนำสิ่งที่จำเป็นให้คุณอย่างใกล้ชิด จึงไม่ต้องกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องงดน้ำงดอาหารก่อนมาตรวจที่โรงพยาบาล ดังนั้นขอให้สบายใจได้ เพียงแค่มีความตั้งใจอยากมารักษา เดินเข้ามาโรงพยาบาลก็เพียงพอแล้ว

A. โดยทั่วไป ผู้ป่วยที่มีความพิการส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ป่วยฉุกเฉิน ดังนั้น ทางโรงพยาบาลจึงแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยการ นัดหมายล่วงหน้า เพื่อให้สามารถพบแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและเกี่ยวข้องกับอาการของผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมที่สุด ทาง Call Center จะช่วยให้คำแนะนำเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยควรเข้าพบแพทย์ท่านใด หรือควรเริ่มต้นจากแพทย์เฉพาะทางด้านใดก่อน ดังนั้น การนัดหมายล่วงหน้าจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย

A. สามารถโทรติดต่อทาง Call Center ของโรงพยาบาลได้ที่เบอร์ 020340800 เพื่อสอบถามการเปลี่ยนแปลงนัดหมาย

A. โรงพยาบาลเปิดให้บริการในเวลา 8.00-20.00 น.

A. โรงพยาบาลมีที่จอดรถสำหรับผู้ป่วย ทั้งนี้ถ้าเพื่อความสะดวกสามารถเดินทางเข้ามาโรงพยาบาลได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่ หรือรถไฟฟ้าสถานี ลาดพร้าว 71