Skip to content
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
บริการของเรา
แก้ไขความพิการ
ฟื้นฟูความพิการ
การทำกายภาพนอกสถานที่
รักษาความจำ
บริการเสริมด้านอื่นๆ
เช็คอาการ
ห้องพัก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
คลังความรู้
คลังความรู้
ข่าวสารและกิจกรรม
ความประทับใจ
คำถามที่พบบ่อย
ติดต่อเรา
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
บริการของเรา
แก้ไขความพิการ
ฟื้นฟูความพิการ
การทำกายภาพนอกสถานที่
รักษาความจำ
บริการเสริมด้านอื่นๆ
เช็คอาการ
ห้องพัก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
คลังความรู้
คลังความรู้
ข่าวสารและกิจกรรม
ความประทับใจ
คำถามที่พบบ่อย
ติดต่อเรา
อาการเตือนสโตรก (Stroke) ที่หลายคนมองข้าม รู้ทันก่อนสายเกินไป
/คลังความรู้/
อาการเตือนสโตรก (Stroke) ที่หลายคนมองข้าม รู้ทันก่อนสายเกินไป
ทำไม “อาการเตือน” ของสโตรกจึงสำคัญกว่าที่คิด
?
หลายคนเข้าใจว่า “สโตรก (
Stroke)”
เป็นโรคที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน ไม่มีสัญญาณล่วงหน้า แต่ในความเป็นจริง ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนออกมาก่อน เพียงแต่สัญญาณเหล่านั้นมักมีลักษณะ “เล็กน้อย” หรือเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว จนถูกมองข้ามไป
อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีแล้วหายไป ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจว่า “ไม่ได้เป็นอะไร” และเลือกที่จะไม่ไปพบแพทย์ แต่แท้จริงแล้ว นั่นอาจเป็นสัญญาณสำคัญของภาวะที่เรียกว่า
TIA (Transient Ischemic Attack)
หรือ “สโตรกชั่วคราว” ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนก่อนเกิด
Stroke
จริงในอนาคต
TIA
คืออะไร
?
ทำไมอันตรายแม้อาการจะหายเอง
TIA
คือภาวะที่สมองขาดเลือดชั่วคราว จากการที่มีลิ่มเลือดอุดตัน แต่ร่างกายสามารถสลายลิ่มเลือดได้เอง ทำให้อาการหายไปภายใน
24
ชั่วโมง (ส่วนใหญ่ไม่เกิน
1
ชั่วโมง) แม้อาการจะหายไปเอง แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย
มีข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า
👉
ผู้ที่เคยมีอาการ
TIA
มีโอกาสเกิด
Stroke
จริงภายใน
3
เดือน สูงถึง
10–15%
และที่สำคัญคือ
👉
มากกว่า
50%
ของ
Stroke
จะเกิดภายใน
48
ชั่วโมงหลังจากมีอาการเตือน
ดังนั้น
TIA
จึงเปรียบเสมือน “สัญญาณเตือนครั้งสุดท้าย” ก่อนเกิดเหตุรุนแรง
อาการเตือนสโตรกที่ไม่ควรมองข้าม
อาการของ
Stroke
และ
TIA
มีลักษณะคล้ายกัน เพียงแต่
TIA
จะหายไปเอง
🔹
กลุ่มอาการหลัก (
FAST)
หน้าเบี้ยว ปากตก
แขนหรือขาอ่อนแรงครึ่งซีก
พูดไม่ชัด หรือพูดไม่ออก
🔹
อาการที่พบได้บ่อยแต่ถูกมองข้าม
เวียนศีรษะเฉียบพลัน
เดินเซ เสียการทรงตัว
มองเห็นภาพซ้อน หรือมองไม่ชัดข้างเดียว
ชา หรือรู้สึกแปลกที่แขนขา
ปวดศีรษะรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ
อาการเหล่านี้อาจเกิดเพียง “ไม่กี่นาที”
แต่มีความหมายทางการแพทย์อย่างมาก
อาการแค่ชั่วคราว…แต่ผลกระทบอาจถาวร
สิ่งที่ทำให้
Stroke
อันตราย คือ
“
ความเสียหายของสมองเกิดขึ้นเร็วมาก”
เมื่อสมองขาดเลือด
เซลล์สมองจะเริ่มตายภายในไม่กี่นาที
แม้อาการจะหายไปเอง (ในกรณี
TIA)
แต่หลอดเลือดยังมีความผิดปกติอยู่ หากไม่รักษา
มีโอกาสเกิด
Stroke
ซ้ำ และมักรุนแรงกว่าเดิม
ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
?
แม้
Stroke
จะเกิดได้กับทุกคน
แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่
ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
ผู้ป่วยเบาหวาน
ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง
ผู้ที่สูบบุหรี่
ผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ผู้ที่มีความเครียดสะสม
ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ
และที่สำคัญ
“
คนอายุน้อย” ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมชีวิต
หากมีอาการเตือน ควรทำอย่างไร
?
เมื่อเกิดอาการแม้เพียงเล็กน้อย
✅
ควรทำ
รีบไปโรงพยาบาลทันที
แจ้งแพทย์ว่าเคยมีอาการผิดปกติ
เข้ารับการตรวจสมองและหลอดเลือด
❌
ไม่ควรทำ
รอดูอาการ
คิดว่า “เดี๋ยวก็หาย”
ซื้อยาทานเอง
การตรวจวินิจฉัย: สำคัญแม้ไม่มีอาการแล้ว
ผู้ที่เคยมีอาการเตือน ควรเข้ารับการตรวจ เช่น
MRI
สมอง
CT Scan
ตรวจหลอดเลือด
ตรวจหัวใจ
เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะ
Stroke
ต้องตรวจหา“ความผิดปกติของระบบหลอดเลือด”
จากสัญญาณเตือน…สู่การป้องกันความพิการ
Stroke
เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของความพิการระยะยาว
ผู้ป่วยจำนวนมากต้องเผชิญกับ
อัมพาต
เดินไม่ได้
พูดไม่ได้
แต่สิ่งสำคัญคือ
Stroke “
ป้องกันความรุนแรงได้”
หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
หากคุณหรือคนใกล้ตัว
เคยมีอาการผิดปกติที่มีความเสี่ยง
ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยกับแพทย์เฉพาะทาง
เพื่อประเมินความเสี่ยงและป้องกัน
Stroke
ในอนาคต
การ
รู้เร็วช่วยป้องกัน การตรวจเร็วลดความเสี่ยง และการรักษาเร็วลดความพิการในอนาคต